สถานการณ์ขัดแย้งที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้แกนนำเครือข่าย WPS Netwok รีบจัดประชุมหารือทาง Zoom เมื่อวาน ( 28 ก.ค.2568) โดยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีแกนนำจาก CIVIC WOMEN และสภาประชาสังคมชายแดนใต้ เข้าประชุมร่วมกับแกนนำองค์กรภาคประชาสังคมจากภาคเหนือ อีสาน และผู้แทนของ UN Women ภายใต้กรอบการขับเคลื่อนงานตามวาระ WPS หรือ Women Peace and Security
ที่ประชุมรู้สึกห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เด็ก ผู้หญิง และพลเรือน ได้รับผลกระทบจากการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และชื่นชมบทบาทด้านมนุษยธรรมขององค์กรผู้หญิงภาคประชาสังคม จาก จ.สุรินทร์ คือ มูลนิธิพัฒนาอีสาน ที่สามารถตอบสนองสถานการณ์ช่วยเหลือผู้รับผลกระทบได้ทันท่วงที โดยได้เปิดให้ We Center ( ที่เริ่มเปิดศูนย์ฯ เมื่อ 4 มี.ค.2568 โดยการสนับสนุนของ UN Women) ให้เป็นที่พักพิงของผู้รับผลกระทบประมาณ 50 คน ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. เป็นต้นมา และ ยังใช้อาคารของมูลนิธิฯ รองรับผู้อพยพอีกเป็นจำนวนกว่า 200 คน ทั้งนี้งบประมาณดำเนินงานทั้งหมด มาจากการรับบริจาคของประชาชนและภาคีเครือข่าย
นอกเหนือจากการเปิดให้มีที่พักพิง มูลนิธิฯ ยังเปิดโรงครัว ทำอาหารปรุงสุกแจกจ่ายให้แก่ผู้รับผลกระทบที่ยังอยู่ในชุมชน การจัดกิจกรรมเรียนรู้ให้เด็กๆ ผู้ได้รับผลกระทบที่ศูนย์พักพิง การส่งเสบียง อาหาร ยารักษาโรคให้แก่ชรบ. ตามหน่วยงาน และหากเหตุการณ์สงบแล้ว มีแผนจะขับเคลื่อนงานต่อด้านการเยียวยา/ฟื้นฟูผู้รับผลกระทบและชุมชนที่รับผลกระทบ
ทั้งนี้บทบาทการทำงานด้านมนุษยธรรมดังกล่าวนี้ มูลนิธิฯ เคยดำเนินการมาแล้ว ในช่วงปี 2554 จากเหตุพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา กรณีเขาพระวิหาร ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของมูลนิธิฯ ที่ดำเนินงานด้านมานุษยธรรม มาตั้งแต่การก่อตั้งงานมูลนิธิฯ ปี 2524 เป็นต้นมา และมูลนิธิฯ ยังมีประสบการณ์สำคัญในการเปิดศูนย์พักพิงให้ผู้ป่วยโควิด ในช่วงปี 2562 อีกด้วย
ผู้แทนขององค์กรประชาสังคมในชายแดนใต้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากงานด้านมนุษยธรรม ที่เคยทำกับผู้รับผลกระทบในเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้มาก่อน ว่าการเยียวยาและฟื้นฟูผู้รับผลกระทบ เป็นงานที่มีความสำคัญ ประชาสังคมสามารถมีบทบาทได้รวดเร็วและทันท่วงทีก่อนภาครัฐจะเข้ามาดำเนินการ และหากภาครัฐเข้ามาดำเนินการแล้ว ก็จะทำงานประสานกับภาครัฐ รวมทั้งส่งเสริม/คุ้มครองให้ผู้รับผลกระทบเข้าถึงเงินช่วยเหลือเยียวยาทั้งกรณีเสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ ทรัพย์สินเสียหาย และการช่วยเหลือต่างๆ จากภาครัฐตามสิทธิ ไม่ให้ตกหล่น (หลักเกณฑ์เงินเยียวยากรณีพิพาทไทย-กัมพูชาที่รัฐบาลอนุมัติมาแล้ว ปราฏอยู่ในแบนเนอร์)
ที่ประชุมยังได้พูดถึงบทบาทการทำงาน/การประสานงาน ระหว่างองค์กรประชาสังคมกับภาครัฐ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อช่วยเหลือผู้รับผลกระทบ การจัดระบบและทำข้อมูลของผู้รับผลกระทบ รวมทั้งข้อสังเกตเชิงสรุป ( Concluding Observation) ของคณะกรรมการอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรือ CEDAW ที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี โดยคณะกรรมการ CEDAW ได้ส่งข้อสังเกตมายังรัฐบาลไทย เมื่อ 7 ก.ค.2568 ข้อสังเกตส่วนหนึ่งภายใต้กรอบ WPS นอกจากจะแสดงความกังวลต่อผลกระทบที่ผู้หญิงได้รับจากสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้แล้ว ยังได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหา/ความต้องการเฉพาะของเด็กหญิงและผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมทั้งข้อเสนอแนะเรื่องการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในความพยายามสร้างสันติภาพจากสถานการณ์ขัดแย้งดังกล่าว
ภาพ: CIVIC Woman
บทความ: ThaiPBS
